แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bulbophyllinae แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bulbophyllinae แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์, สิงหาคม ๒๕, ๒๕๕๕

Bulbophyllum corolliferum J.J.Sm. and Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f.

Today (2012-08-25) two of my Bulbophyllum corolliferum J.J.Sm. 1917 bloom. The species is classified in the genus Bulbophyllum, section Cirrhopetalum. It has a number of synonyms but the most known synonym is Cirrhopetalum curtisii Hkr.f 1927. This species distributes from peninsular Thailand and Malaysia, Sumatra, to Borneo. 

Bulbophyllum orchids in the section Cirrhopetalum is characterised by umbellate flowers with small petals and medianly fused twisted lateral sepals. Flower size is usually small but the entire flower inflorescence may reach a considerable size.

The color of Bulbophyllum corolliferum J.J.Sm. 1917 may range from pale pink to dark red. Usually the flowers take an angle of around 45 degrees to the umbel plane. Usually, the umbel of this species is not completely round.

This picture is another view of the same flower cluster of the same plant. Though the pointed tip of the fused lateral sepals is not well shown in this plant as well as in some others, the feature is obvious in some plants.



This picture borrowed from http://www.orchidfoto.com/displayimage.php?pos=-2758 show broader lateral sepals with obtused tips of the fused sepals.



Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f. 1861 is found in Sikkhim, peninsular Thailand and Malaysia to the Philippines. It has a number of synonyms and the most known one is Cirrhopetalum auratum Lindley 1840. Its name implies yellow color, but in fact, it has a variety of color ranging from pale yellow or pink, to bright yellow or pink. Usually the color of dorsal sepal and petals is light and dark longitudinal streaks are easily evident. The lateral sepals are long and broad and their tips are obtused. The angle of the lateral sepals to the umbel plane is close to 90 degrees.
This is a very nice Bulbophyllum auratum inflorescence from http://www.orchidsonline.com.au/node/7954. The flowers have pale pink lateral sepals and dark lips. The umbel is perfectly complete.

Note this inflorescence of Bulbophyllum auratum from http://www.ottawaorchidsociety.com/pics/mbg/bulbophyllum_auratum.jpg. The imperfectly round umbel, short lateral sepals, and the acute angle of flowers to the umbel plane.

Note this inflorescence of Bulbophyllum auratum from http://www.orchidfoto.com/displayimage.php?pos=-2761.




I am not saying which is right or wrong but there are some plants that seem to fall in between the two species. Bulbophyllum lovers in Thailand sometimes get unidentified plants from illegal wild orchid collectors and are unable to name them. They sometimes post on webboards, discuss the possibility of being this or that, and finally reach no conclusion.

วันพุธ, พฤษภาคม ๐๖, ๒๕๕๒

Bulbophyllum lasiochilum Parish & Rchb.f.





Bulbophyllum la
siochilum Parish & Rchb.f. 1874 เป็นกล้วยไม้ที่มีดอกเดี่ยว มีสีแตกต่างกันหลายสี ตั้งแต่สีออกเหลืองเป็นพื้น สีเหลืองครีม ลายจุดสีแดงคล้ำ ไปจนถึงสีแดงคล้ำที่กลีบเลี้ยงบนและกลีบดอกร่วมกับ ลายจุดสีแดงคล้ำที่กลีบเลี้ยงคู่ข้าง บางต้นมีกลิ่นหอมหวาน มักถูกนำใช้ในการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ในกลุ่มสิงโต

หัวรูปรีหรือรูปไข่ยาว 1-2 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 ซม. สีเขียวอ่อนอมเหลือง มีสันแหลม 5-6 อันตามยาว ขึ้นห่างกันบนเหง้ายาว 2-4 ซม. ใบรูปแถบค่อนข้างหนาและเหนียว ขนาด 3-4 x 1 ซม. ปลายใบเว้า ไม่ทิ้งใบก่อนออกดอก ดอกเดี่ยวออกจากโคนหัว กลีบเลี้ยงบนห่อเป็นกระเปาะยาวลู่ไปข้างหน้า โคนกลีบเลี้ยงคู่ข้างผายออกแล้วขอบนอกบิดเข้าใน ทำให้กลีบดูเป็นราง กลีบดอกรูปขอบขนาน ปลายแหลม มีขนที่ขอบกลีบ สีเหลืองหรือเขียวอ่อน ประด้วยจุดสีม่วง ปากมีสีเหลืองอมส้ม ขนาดดอกกว้างประมาณ 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 3-3.5 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลอดวัน

แหล่งที่พบ: ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ อินเดีย พม่า มาเลเซีย
ฤดูดอก: พฤศจิกายนถึงมกราคม
น้ำและความชื้น: ชอบความชื้นแต่ไม่แฉะตลอดปี
แสงแดด: รำไรถึงปานกลาง 40-60% หากแสงแดดน้อยเกินไป แม้จะเติบโตได้ แต่ไม่ค่อยมีดอก

กล้วยไม้ชนิดนี้นับว่ามีดอกสวยงามมากชนิดหนึ่ง ต้นมีขนาดและรูปทรงค่อนข้างเล็ก ดอกมีขนาดกลาง จึงนับเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงมากชนิดหนึ่ง สามารถปลูกเลี้ยงในกระถางหรือเกาะกิ่งไม้ก็ได้ เครื่องปลูกควรอมความชื้นได้ดี แต่ไม่แฉะจนเกินไป ข้อเสียของสิงโตนักกล้ามคือมีฤดูออกดอกในช่วงสั้น

ถ้าผสมปรับปรุงพันธุ์กับกล้วยไม้ที่มีดอกใหญ่ และมีฤดูดอกต่างกัน ก็น่าจะให้กล้วยไม้ที่มีดอกใหญ่ขึ้น มีกลิ่นหอม และออกดอกประปรายได้ตลอดปี ข้อดีของกล้วยไม้ชนิดนี้คือ ถ่ายทอดลักษณะทรงต้นที่เล็กให้กับลูกผสมได้

วันพุธ, ตุลาคม ๑๗, ๒๕๕๐

Bulbophyllum picturatum (Lodd.) Rchb.f.


Bulbophyllum picturatum (Lodd.) Rchb.f. 1861 มีชื่อพ้องคือ Cirrhopetalum picturatum Lodd. 1840 (ท. สิงโตพัดเหลือง, สิงโตร่มใหญ่) กลีบดอกสีแดง กลีบเลี้ยงคู่ข้่างเชื่อมติดกันสีเหลือง ขนาดช่อโดยรวมค่อนข้างใหญ่ ปกติดอกเรียงเป็นส่วนของเส้นรอบวงกลม แต่ช่อนี้ดอกถูกเบียดทับทำให้เรียงไม่เป็นระเบียบ

หัวสีเขียวสด รูปไข่แกมรูปรี ภาคตัดขวางเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีร่องตามยาวระหว่างสันเหลี่ยม ขนาด 3.5-4 x 2-2.5 ซม. เรียงตัวบนเหง้าเป็นระยะห่างกันประมาณ 3-6 ซม. ใบรูปขอบขนานแกมรูปรีขนาด 12-15 x 2-2.5 ซม. แผ่นใบหนาเหนียวและค่อนข้างแข็ง ก้านช่อยาวประมาณ 10-15 ซม. ปลายสุดมี 3-10 ดอก เรียงตัวแน่นในแนวรัศมี หากมีดอกจำนวนมากอาจเรียงกันประมาณ 3 ใน 4 ของวงกลม ขนาดดอกประมาณ 3 ซม. กว้าง 0.5 ซม. กลีบเลี้ยงบน กลีบดอก และกลีบปากมีสีแดงคล้ำ ปลายกลีบเลี้ยงบนมีหนวดเส้นบางๆ ยาวประมาณ 0.5-0.6 ซม. ปลายกลีบทั้งคู่มีหนวดสั้นๆ 3-4 เส้น ยาวประมาณ 0.2-0.3 ซม. กลีบเลี้ยงคู่ข้างบิดพับและเชื่อมกันตามแนวด้านบนตลอดความยาว ของกลีบด้านนอกยังม้วนพับตามยาว บางดอกขอบกลีบด้านล่างบางส่วนอาจเชื่อมติดกันด้วย ทำให้ดูกลีบห่อเป็นถุง กลีบเลี้ยงคู่ข้างที่เชื่อมติดกันนี้ยกตัวขึ้น ในแนวเกือบขนานกับพื้น กลีบมีสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีจุดประสีแดงคล้ำหนาแน่นบริเวณโคนกลีบ ดอกมีกลิ่นคาวทั้งกลางวันและกลางคืน

แหล่งที่พบ: ป่าดิบทางภาคใต้ของประเทศไทย
ฤดูดอก: กันยายนถึงตุลาคม แต่สามารถออกนอกฤดูได้ถ้าต้นสมบูรณ์ และได้น้ำเพียงพอ
น้ำและความชื้น: ทนน้ำ ชอบอากาศชื้น ทนแล้งไม่ได้นาน
แสงแดด: รำไรถึงปานกลาง 40-60%

กล้วยไม้ชนิดนี้นับว่ามีดอกสวยงามมากชนิดหนึ่ง และช่อดอกทั้งหมดรวมกันแล้วก็มีขนาดใหญ่ จึงนับเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงมากชนิดหนึ่ง ยกเว้นกลิ่นคาวที่เป็นข้อเสียสำคัญ โดยรวมแล้วเป็นกล้วยไม้ขนาดเล็ก สามารถปลูกเลี้ยงในกระถางหรือเกาะกิ่งไม้ก็ได้ เครื่องปลูกควรอมความชื้นได้ดี แต่ไม่แฉะจนเกินไป เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ป่าทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีฝนตกชุกยาวนานตั้งแต่พฤษภาคมถึงธันวาคม และมีฤดูดอกในช่วงปลายฤดูฝน ดังนั้นถ้ารดน้ำและให้ปุ๋ยสมบูรณ์ดี เสมือนว่าเป็นฤดูฝนตลอดทั้งปี ก็จะออกดอกได้มากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งปี

ถ้าปรับปรุงพันธุ์ให้กลิ่นหายไป หรือผสมกับกล้วยไม้ชนิดอื่นที่มีกลิ่นหอม และทำให้ดอกบานได้นานขึ้นไปอีก ก็น่าจะได้ลูกผสมเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงเป็นไม้กระถาง สำหรับตั้งในห้องทำงานหรือในบ้านได้ เนื่องจากต้องการแสงค่อนข้างน้อย

Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f.

Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f. 1861 มีชื่อพ้องคือ Cirrhopetalum auratum Lindl. 1840 (ท. สิงโตร่ม) ดอกสวยงามมาก มีสีตั้งแต่ชมพู ถึงเหลืองนวล แต่มีกลิ่นเหม็นเขียวหรือออกคาว ฤดูดอกราวเดือนกันยายนถึงตุลาคม แต่ก็สามารถออกนอกฤดูได้ (รูปนี้ถ่ายในเดือนมีนาคม) ถ้าสภาพต้นสมบูรณ์ดีและได้น้ำเพียงพอ

Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f. 1861 has another well known synonym as Cirrhopetalum auratum Lindl. 1840 (ท. สิงโตร่ม). It has beautiful umbellate flower inflorescence. The color ranges from pale pink to pale yellow. Unfortunately, it has unpleasant odor. The flowering period is from September to October (in Thailand) and may be sporadic in some conditions. (This picture was taken in March.)
 
Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f. (ท. สิงโตร่ม) ดอกสีชมพูอ่อน (ภาพจาก http://www.orchidsonline.com.au/node/7954)
 
Pale pink flowers of Bulbophyllum auratum (Lindl.) Rchb.f. (ท. สิงโตร่ม) (from http://www.orchidsonline.com.au/node/7954).






หัวรูปไข่หรือกรวยเหมือนหัวหอม สูงประมาณ 1.5-2 ซม. กว้างประมาณ 1-1.5 ซม. สีเขียว (ดอกสีเหลืองนวล) ถึงเขียวอมม่วง (ดอกสีชมพู) เหง้าระหว่างหัวประมาณ 1-1.5 ซม. ใบรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 10-12 x 1.5 ซม. แผ่นใบหนาเหนียว สีเดียวกับหัว โคนใบเรียวเป็นก้าน

ออกดอกจากโคนหัว ช่อดอกยาวประมาณ 6-10 ซม. ปลายสุดมีดอกเป็นช่อ 6-10 ดอก เรียงตัวแผ่เกือบเป็นวงกลม หากต้นสมบูรณ์ดี มีดอกมาก จะเรียงเป็นวงกลมคล้ายร่ม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-3 ซม. ขนาดดอกยาว 1.5-2 ซม. กว้างประมาณ 0.8 ซม.

กลีบเลี้ยงคู่ข้างบิดเข้าในและเชื่อมติดกันตามยาว แผ่เป็นแผ่นกว้าง โค้งนูน กลีบเลี้ยงบนรูปกระเปาะ ปลายเรียวแหลม ปลายกลีบมีขนอ่อนๆ ยาวเป็นเส้น กลีบดอกเรียวปลายแหลม ขอบมีขนอ่อนๆ แต่ละกลีบรวมทั้งกลีบเลี้ยงบน และส่วนโคนกลีบเลี้ยงคู่ข้างมีเส้นสีม่วงแดง หรือน้ำตาลแดง ดอกมีทั้งสีชมพูอ่อน ชมพูอมเหลือง จนถึงเหลืองนวล แผ่นกลีบเลี้ยงคู่ล่างมีตุ่มละเอียดสีชมพูกระจาย ซึ่งเป็นต่อมขับเมือกใสๆ เหมือนหยดน้ำเกาะห้อยจากปลายกลีบ ปากเรียวเป็นจงอย สีเหลืองหรือชมพูตามสีของกลีบอื่นๆ ดอกมีกลิ่นเหม็นเขียวหรือคาว กลิ่นแรงตอนกลางวัน ดอกบานนาน 3-4 วัน

แหล่งที่พบ: ป่าดิบทางภาคใต้ของประเทศไทย
ฤดูดอก: ออกดอกปีละ 2 ครั้งในเดือนกันยายนถึงตุลาคม และมีนาคมถึงเมษายน ถ้าต้นสมบูรณ์ และได้น้ำเพียงพอ
น้ำและความชื้น: ทนน้ำ ชอบอากาศชื้น ทนแล้งไม่ได้นาน
แสงแดด: รำไรถึงปานกลาง 40-60%

กล้วยไม้ชนิดนี้นับว่ามีดอกสวยงามมากชนิดหนึ่ง และช่อดอกทั้งหมดรวมกันแล้วก็มีขนาดกลาง ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป จึงนับเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงมากชนิดหนึ่ง ยกเว้นกลิ่นเหม็นเขียวหรือคาวที่เป็นข้อเสียสำคัญ โดยรวมแล้วเป็นกล้วยไม้ขนาดเล็ก สามารถปลูกเลี้ยงในกระถางหรือเกาะกิ่งไม้ก็ได้ เครื่องปลูกควรอมความชื้นได้ดี แต่ไม่แฉะจนเกินไป เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ป่าทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีฝนตกชุกยาวนานตั้งแต่พฤษภาคมถึงธันวาคม และมีฤดูดอกในช่วงปลายฤดูฝน ดังนั้นถ้ารดน้ำและให้ปุ๋ยสมบูรณ์ดี เสมือนว่าเป็นฤดูฝนตลอดทั้งปี ก็จะออกดอกได้มากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งปี

ถ้าปรับปรุงพันธุ์ให้กลิ่นหายไป หรือผสมกับกล้วยไม้ชนิดอื่นที่มีกลิ่นหอม และทำให้ดอกบานได้นานขึ้น ก็น่าจะได้ลูกผสมเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงเป็นไม้กระถาง สำหรับตั้งในห้องทำงานหรือในบ้านได้ เนื่องจากต้องการแสงค่อนข้างน้อย

Bulbophyllum patens King ex Hook.f.



Bulbophyllum patens King ex Hook.f. (ท. สิงโตก้ามปูแดง) กลีบดอกมีจุดและปื้นสีแดงขนาดใหญ่เกือบเต็มพื้นที่ ดอกเดี่ยวขนาดค่อนข้างใหญ่ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

หัวรูปรีหรือรูปไข่ ยาว 2-3 x 1-1.5 ซม. สีเขียวอ่อนถึงเข้ม มีร่องลึกตามยาว 2 ร่องและร่องตื้นๆ อีกหลายร่อง เหง้ามี 3-8 ข้อ มีขนเส้นยาวรอบข้อและโคนหัว รากออกตามเหง้าตลอดความยาว มีใบรูปรี 1 ใบ ขนาด 1-20 x 3-5 ซม. ใบหนาเหนียว ปลายมนยอดเว้าเล็กน้อย สีเขียวอ่อนถึงเข้ม ขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงที่ได้รับ ดอกเดี่ยวเกิดตามข้อ ก้านดอกยาว 3-4 ซม. ขนาดดอก 3-4 ซม. ส่วนใหญ่ดอกจะอยู่ในสภาพกลับหัว คือในสภาพธรรมชาติ ดอกบานโดยมีกลีบปากอยู่ด้านบน กลีบดอกรูปสามเหลี่ยมเรียวยาว สีพื้นสีนวล มีปื้น แต้ม และจุดสีแดงเลือดหมู ขนาดใหญ่เกือบเต็มพื้นที่กลีบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตอนกลางวัน ดอกบานนานประมาณ 2-3 วัน

แหล่งที่พบ: เป็นกล้วยไม้พื้นถิ่นพบตามป่าดิบในภาคใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ฤดูดอก: ออกดอกปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน และเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและความสมบูรณ์ของต้น
น้ำและความชื้น: ทนน้ำ ชอบอากาศชื้น แต่ไม่แฉะ ทนแล้งได้นาน
แสงแดด: ปานกลางถึงจัด 60-100%

กล้วยไม้ชนิดนี้นับว่ามีดอกสวยงามมากชนิดหนึ่ง ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จึงนับเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงมากชนิดหนึ่ง โดยรวมแล้วนับเป็นกล้วยไม้ขนาดกลางที่น่าเลี้ยง สามารถปลูกเลี้ยงในกระถางหรือเกาะกิ่งไม้ก็ได้ เครื่องปลูกควรอมความชื้นได้ดี แต่ไม่แฉะจนเกินไป เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ป่าทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีฝนตกชุกยาวนานตั้งแต่พฤษภาคมถึงธันวาคม และมีฤดูดอกในช่วงปลายฤดูฝน ดังนั้นถ้ารดน้ำและให้ปุ๋ยสมบูรณ์ดี เสมือนว่าเป็นฤดูฝนตลอดทั้งปี ก็จะออกดอกได้มากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งปี

ข้อเสียคือมีดอกเดี่ยว ก้านดอกสั้น ทำให้ดอกไม่โดดเด่น ใบมีขนาดใหญ่ บดบังดอกเสียมาก และยังชอบแดดค่อนข้างจัด แม้ว่าจะทนสภาพร่มได้ก็ตาม แต่จะทำให้ใบมีขนาดใหญ่มากขึ้น สีเขียวเข้มขึ้น ดังนั้นถ้าปรับปรุงพันธุ์ให้มีดอกเป็นช่อ มีดอกจำนวนมากขึ้น และทำให้ดอกบานได้นานขึ้นไปอีก หรือผสมกับกล้วยไม้ที่ชอบร่ม และมีใบเล็ก ก็น่าจะได้ลูกผสมเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงเป็นไม้กระถาง สำหรับตั้งในห้องทำงานหรือในบ้านได้ แต่อาจต้องนำออกไปรับแสงภายนอกอาคารเป็นครั้งคราว

Bulbophyllum monantum (Kze.) J.J.Smith


Bulbophyllum monanthum
(Kze.) J.J.Smith (ท. สิงโตนางรำ) เป็นกล้วยไม้สิงโตดอกค่อนข้างเล็ก แต่มีสีเหลืองสดใส มีรูปร่างแปลกตากว่าสิงโตทั่วไปตรงที่กลีบเลี้ยงบนมีขนาดใหญ่กว่ากลีบอืื่นๆ


หัวหรือลำลูกกล้วยรูปทรงกระบอกและผอม ยาว 3-5 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.2 ซม. โคนหัวมีเยื่อเป็นตาข่าย ปลายแตกเป็นขนเส้นเล็กยาว ขึ้นห่างกันบนเหง้ายาว 3-6 ซม. ใบรูปแถบ ขนาด 12-15 x 2.5 ซม. ปลายใบเว้า ดอกเดี่ยวออกจากโคนลำ ก้านยาว 3-5 ซม. ดอกกว้าง 1 ซม. สูง 2 ซม. กลีบสีเหลือง มีจุดประสีน้ำตาลแดง กลีบบนใหญ่กว่ากลืบอื่นฃัดเจน เป็นรูปไข่ปลายแหลม กลีบคู่ล่างโค้งม้วนลง กลีบในขนาดเล็ก ปากใหญ่ ปลายขาว มีติ่งสีขาวที่ปลายทั้งสองข้าง กลางขอบปากเป็นสีน้ำตาลแดง เส้าเกสรอ้วนและสั้นมาก ไม่มีกลิ่น ดอกบานนานประมาณ 5 วัน

แหล่งที่พบ: ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เวียดนาม ภูฏาน อินเดีย จีน
ฤดูดอก: ธันวาคม - มกราคม ในการปลูกเลี้ยงพบว่ายังออกดอกในเดือนพฤษภาคมด้วย
น้ำและความชื้น: ทนแห้งได้ดี เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอากาศในหน้าร้อนมักแล้งมาก
แสงแดด: ปานกลางถึงจัด 60-100%

กล้วยไม้ชนิดนี้นับว่ามีดอกสวยงามชนิดหนึ่ง และมีสีเหลืองสดใส ซึ่งหาได้ยากในกล้วยไม้กลุ่มสิงโต แต่มีข้อเสียคือออกดอกเป็นดอกเดี่ยว และดอกมีขนาดค่อนข้างเล็ก แม้จะมีก้านดอกยาว ทำให้ดอกไม่โดดเด่น ใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ระยะระหว่างต้นค่อนข้างห่าง และยังชอบแดดค่อนข้างจัด ดังนั้นถ้าปรับปรุงพันธุ์ให้มีดอกเป็นช่อ มีดอกจำนวนมากขึ้น มีกลิ่นหอม และทำให้ดอกบานได้นานขึ้นไปอีก หรือผสมกับกล้วยไม้ที่ชอบร่ม และมีใบเล็ก ก็น่าจะได้ลูกผสมเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงเป็นไม้กระถาง สำหรับตั้งในห้องทำงานหรือในบ้านได้ แต่อาจต้องนำออกไปรับแสงภายนอกอาคารเป็นครั้งคราว

วันศุกร์, มีนาคม ๐๒, ๒๕๕๐

กล้วยไม้เผ่าย่อยสิงโต


Bulbophyllum lasiochilum Par. & Rchb. f. (ท. สิงโตนักกล้าม) บางสายพันธุ์ย่อยในบางพื้นที่ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ หัวและใบมีขนาดกระทัดรัด นับเป็นกล้วยไม้ที่น่าเลี้ยงมากชนิดหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด ออกดอกราวเดือนธันวาคมถึงมกราคม

กล้วยไม้ในเผ่าย่อยสิงโต หรือสิงโตกลอกตา (subtribe Bulbophyllinae) ในประเทศไทยมีด้วยกัน 7-9 สกุล ที่ว่า 7-9 เนื่องจากการแบ่งสกุลอาจมีซ้ำซ้อนกันบ้างแล้วแต่ผู้แบ่ง

เผ่าย่อยสิงโตนี้อยู่ใน subfamily Epidendroideae ซึ่งมีหลายกลุ่มย่อยและหลายสกุลมาก ต้นแบบของเผ่าย่อยสิงโตก็ได้แก่สกุลสิงโตกลอกตา (Bulbophyllum) ส่วนใหญ่เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยตามต้นไม้ มีบางชนิดขึ้นบนโขดหินหรือตามหน้าผาได้ บางชนิดหากชอบชื้นมากๆ ก็อาจขึ้นตามพื้นบนมอสหนาๆ ก็ได้

ส่วนใหญ่มีลักษณะลำต้นเป็นหัวเทียม (pseudobulb) ซึ่งมีทั้งที่เป็นลำลูกกล้วยยาวหรือเป็นหัวกลมๆ และบางชนิดอาจลดรูปจนคล้ายก้านใบก็มี ส่วนใหญ่มักมีใบเดียว แต่บางชนิดอาจมีสองใบ ใบยาวเรียวมีรอยพับกลางตามยาว บางชนิดทิ้งใบในหน้าแล้งก่อนออกดอก บางชนิดก็ไม่ทิ้งใบ บางชนิดขึ้นติดกันเป็นกระจุก บางชนิดก็มีไหลยาว ทำให้หัวเทียมอยู่ห่างกันมากก็มี

ดอกออกจากโคนหัว มีทั้งที่เป็นดอกเดี่ยว เป็นช่อมีดอกเป็นกระจุกที่ปลาย หรือเป็นช่อกระจะ (receme) มีดอกเล็กๆ เรียงกันตามยาวก็มี ชนิดที่มีดอกเดี่ยวมักมีดอกขนาดใหญ่ ขณะที่ดอกเป็นช่อมักมีดอกขนาดเล็ก ส่วนมากไม่มีกลิ่น แต่บางชนิดก็มีกลิ่นหอมแรง เช่น Bulbophyllum sukhakulii Seidenf. (ท. สิงโตสุขะกุล) บางชนิดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เช่น Bulbophyllum lasciochilum Par. & Rchb. f. (ท. สิงโตนักกล้าม) หรือไม่มีกลิ่นเลย เช่น Bulbophyllum monanthum (Kzm.) J. J. Sm. (ท. สิงโตนางรำ) หรือแย่กว่านั้นคือมีกลิ่นเหม็นเหมือนซากสัตว์ก็มี เช่น Bulbophyllum echinolabium สำหรับสกุลอื่นนอกจากสกุลสิงโตกลอกตา (Bulbophyllum) แล้วมักไม่มีกลิ่น

ลักษณะเด่นของกล้วยไม้ในกลุ่มย่อยนี้ที่ใช้แยกจากกล้วยไม้ในกลุ่มย่อยอื่น คือกลีบปากติดกับปลายคางเส้าเกสร มีลักษณะเป็นบานพับกระดก ใช้ล่อแมลงที่มาเกาะให้หัวคะมำลงไปภายในช่องปากเพื่อผสมเกสรได้

การแยกสกุลของกล้วยไม้ในเผ่าย่อยนี้มักดูจากลักษณะกลีบเลี้ยง สกุลสิงโตพัด (Cirrhopetalum) มีกลีบเลี้ยงคู่ข้างบิดม้วนพับเข้าใน จนผิวด้านหลังกลับมาอยู่ด้านหน้า ขอบด้านนอกของกลีบที่ม้วนกลับนั้นมักติดกัน ทำให้กลีบเลี้ยงคู่ล่างทั้งสองเชื่อมกันเป็นแผ่นใหญ่ ก้านช่อมักยาว ดอกออกปลายช่อ หลายชนิดมีหลายดอกเรียงกันเป็นรูปพัด คือเป็นช่อซี่ร่ม (umbel) และมีคางยื่นยาว สกุลสิงโตเหยี่ยว (Mastigion) มักมีดอกเดี่ยว กลีบเลี้ยงคู่ข้างยาวมาก และขอบเชื่อมติดกันเป็นหลอดโดยกลีบม้วนพับ และมักติดกันไปจนเกือบตลอดความยาว แต่แยกกันตอนปลายกลีบ และมีคางยาว กลีบเลี้ยงบน และกลีบดอกคู่ข้างมีขนเป็นพู่ สกุลสิงโตถุง (Rhytionanthos) กลีบเลี้ยงคู่ล่างพับห่อตามแนวยาว และมาประสานติดกันเป็นหลอดหรือถุง ส่วนสกุลเพชรพระอินทร์ (Trias) นั้นกลีบเลี้ยงทั้งสามกลีบ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมชัดเจน คางสั้นมากหรืออาจกล่าวได้ว่าไม่มีคาง นอกจากนี้สกุลทับทิมสยาม (Drymoda) ไม่มีกลีบเลี้ยงที่โดดเด่น แต่มีคางที่เกิดจากส่วนโคนของเส้าเกสรยื่นยาวชัดเจน กลีบปากติดกับปลายคาง สกุล Monomeria คล้าย Drymoda ขณะที่สกุล Epicrianthes มีลักษณะแปลกที่กลีบดอกเป็นพู่ กลีบปากอยู่ด้า่นล่าง โคนกลีบมีตุ่มหูด ทำให้ดูเหมือนดอกมีเพียงสามกลีบคือกลีบเลี้ยงทั้งสาม ที่มีลักษณะเหมือนกันเท่านั้น ส่วนสกุลเอื้องฟันปลา (Sunipia) ดอกเป็นช่อกระจะ เรียงสลับฟันปลา ดอกเล็ก และสกุลเอื้องทับทิม (Ione) คล้ายสกุลเอื้องฟันปลา แต่กลีบเลี้ยงคู่ข้างมักเชื่อมติดกันเป็นบางส่วน โดยไม่ม้วนพับกลับเหมือนสกุลสิงโตพัด (Cirrhopetalum) ส่วนสกุลสิงโตกลอกตา (Bulbophyllum) มีทั้่งที่มีดอกเดี่ยวและเป็นช่อ ส่วนใหญ่กลีบเลี้ยงคู่ข้างมักกางผายออก หรือบิดม้วนพับแต่ไม่เชื่อมติดกัน บางชนิดกลีบเลี้ยงคู่ข้างเชื่อมติดกันโดยไม่บิดม้วนพับ แต่ก็ดูเหมือนว่าเมื่อจัดเข้าสกุลจำเพาะในกลุ่มนี้ไม่ได้ ก็จะจัดลงสกุลสิงโตกลอกตา (Bulbophyllum) ด้วย ทำให้สกุลนี้เป็นเหมือนถังขยะ นั่นคือมีลักษณะข้างต้นบางอย่างที่เป็นลักษณะของสกุลอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว แต่ก้ำกึ่งหรือมีลักษณะผสมกันของสองสามสกุล เช่น Bulbophyllum longissimum (Ridl.) Ridl. ซึ่งในครั้งแรกก็ถูกจัดให้อยู่ในสกุล Cirrhopetallum แต่ภายหลังกลับเปลี่ยนไปเป็นสกุล Bulbophyllum เนื่องจากลักษณะกลีบเลี้ยงคู่ล่างแม้จะเชื่อมติดกัน แต่การเชื่อมติดกันกลับคล้ายสกุล Mastigion มากกว่า ขณะที่ขาดลักษณะอื่นๆ ของ Mastigion แท้ๆ

กล้วยไม้ในเผ่าย่อยนี้มีลำต้นไม่ใหญ่เก้งก้าง จึงเหมาะที่จะเลี้ยงในพื้นที่จำกัด เลี้ยงง่าย แต่ส่วนใหญ่มักจะมีขนาดดอกเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยมของผู้เลี้ยงทั่วไป แต่จะมีกลุ่มผู้นิยมกล้วยไม้ในเผ่าย่อยสิงโตเป็นพิเศษ ที่มักจะเสาะแสวงหาพันธุ์แปลกๆ มาสะสม

การกระจายพันธุ์พบทั่วทั้งประเทศไทย บางชนิดพบจำเพาะในบางภาคหรือบางพื้นที่ แต่พบตามแนวเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ รวมไปถึงประเทศพม่า และเลยไปถึงมาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีหลายชนิดมากกว่าในภาคอื่นๆ ข้อพึงระวังในการเลี้ยงกล้วยไม้จากทางภาคใต้หรือมาเลเซีย อินโดนีเซีย คือ สภาพธรรมชาติมักขึ้นในป่าดิบชื้น แสงแดดปานกลางถึงร่มรำไร การปลูกจึงต้องเลี้ยงในพื้นที่ค่อนข้างร่มและชื้น ส่วนชนิดที่พบทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มักพบขึ้นในป่าผลัดใบ มักจะทนร้อนและอากาศแห้งได้ดีกว่า

และนอกจากนี้ กล้วยไม้ชนิด Bulbophyllum moniliforme Par. & Rchb. f. (ท. สิงโตไข่ปลา, เอื้องไข่ปลา, เอื้องหัวเข็มหมุด) ยังเป็นกล้วยไม้ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก และมีถิ่นที่พบในประเทศไทยด้วย


Bulbophyllum moniliforme Par. & Rchb. f. (ท. สิงโตไข่ปลา, เอื้องไข่ปลา, เอื้องหัวเข็มหมุด) กล้วยไม้ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก

กล้วยไม้ในกลุ่มย่อยนี้มักผสมข้ามสกุลกันเองในเผ่าย่อยนี้ได้ ทำให้สามารถเลือกลักษณะเด่นต่างๆ จากแต่ละสกุลหรือชนิดมาผสมกับชนิดอื่นๆ ได้ดอกที่มีลักษณะตามต้องการได้